ในปัจจุบันนี้หัวข้อที่นักธุรกิจพูดถึงในการทำธุรกิจมากที่สุดคืออะไรถึงแม้ว่าผู้ประกอบธุรกิจมากมายเร่งรีบในการทำการค้าผ่านอินเตอร์เนตนั้นเพื่อที่จะเพิ่มยอดขายและบริการ ในการทำธุรกิจไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม สองสิ่งที่นักธุรกิจต้องนึกถึงอยู่ตลอดเวลานั่นก็คือ การบริการที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ และความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับธุรกิจของเรามีปัจจัยหลายประการที่จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจใอินเตอร์เน็ต
ประสบความสำเร็จอย่างเช่น

การให้คุณค่าแก่เว็บไซต์ (provide value)
     
 สองเว็บไซต์ที่ประสบความสำเร็จในอินเตอร์เนต: ยะฮู้และแอมเมซอนดอทคอม ทั้งสองเว็บไซต์นี้ได้เพิ่มคุณค่าให้กับเว็บไซต์ของตนโดยการให้บริการทางด้านข้อมูลฟรี การสร้างแหล่งชุมชนในเว็บไซต์ของตนและแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ในการเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ 
การเสนอคุณภาพ
      
เว็บไซต์ที่ทำขึ้นมาจะต้องแสดงถึงคุณภาพ นั่นหมายถึงความเร็วในการเปิดหน้าเว็บไซต์ การออกแบบเว็บไซต์ควรจะดูสบายตา และทำความเข้าใจได้ง่าย ซึ่งจะทำให้ผู้เข้ามายังเว็บไซต์ทำความเข้าใจในการเสนอสินค้าหรือบริการที่ธุรกิจของเราแสดงไว้ในเว็บไซต์ ซึ่งผลที่กลับมานั่นคือการกลับเข้ามาบ่อยๆของลูกค้า
ต้องมีเอกลักษณ์
     
 เว็บไซต์ของร้านนั้นควรจะมีเอกลักษณ์พิเศษซึ่งแสดงถึงร้านค้าหรือบริษัท อาจจะเป็นโลโก้หรือตัวหนังสือก็ได้ เพราะคุณไม่อาจแน่ใจว่าเว็บไซต์ที่อยู่ในอินเตอร์เนตที่มีอยู่มากมายนั้นอาจจะดูคล้ายกันเว็บไซต์ของร้านคุณก็เป็นไปได้ ดังนั้นควรจะมีการสร้างสัญลักษณ์เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของเว็บไซต์ของร้านคุณ
การสร้างแบรนด์เนม
     
มูลค่าของยะฮูมากกว่าอินโฟซีกถึง 10 เท่าเพราะว่าในขณะนี้แบรนด์เนมของยะฮูนั้นอ้างอิงถึงอินเตอร์เนต และแอมเมซอนดอทคอมด้วยเช่นกัน ทั้งสองเว็บไซต์นี้ได้เลือกตั้งชื่อเว็บไซต์ที่ง่ายในการจดจำและง่ายในการพิมพ์เพื่อที่จะไปยังเว็บไซต์นั้นๆ ชื่อเว็บไซต์นั้นควรที่จะมีความหมาย ง่ายต่อการจำ
อีคอมเมิร์ช
   
 เว็บไซต์ของร้านค้าหรือบริษัทของคุณนั้นควรจะมีระบบของอีคอมเมิร์ชอย่างครบถ้วน เพื่อให้ธุรกิจของคุณนั้นสามารถที่จะทำผ่านทางอินเตอร์เนตได้ ผู้เข้ามาที่เว็บไซต์ของธุรกิจคุณเพื่อที่จะซื้อสินค้าหรือบริการสามารถทำได้โดยคลิ๊กที่ปุ่มเท่านั้นเอง เว็บไซต์ของคุณนั้นต้องมีการบริการที่รวดเร็ว สนุก และง่ายต่อการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจากสถิติของสำนักวิจัยฟอเรสเตอร์พบว่า การซื้อขายในอินเตอร์เนตนั้นจะมีมูลค่าประมาณ 108 พันล้านเหรียญหรือประมาณ 4,320 พันล้านบาทภายในปี ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546)
การโฆษณาประชาสัมพันธ์
   
 ใช้สื่อในการโฆษณาเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ของคุณ อาจจะใช้เสริสเอ็นจิน อีไซต์ การส่งอีเมล์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ในอินเตอร์เนตต่างๆ การโฆษณาโดยผ่านสื่อวิทยุหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ทุกคนได้ทราบว่าธุรกิจของคุณมีเว็บไซต์ที่สามารถเข้าไปซื้อสินค้าหรือบริการได้
ความอดทน
    
ในการทำธุรกิจในอินเตอร์เนตนั้นควรจะต้องมีความอดทนและคิดถึงผลในระยะยาว ในการประสบความสำเร็จนั้นก็ต้องมีการต่อสู้ทำงานหนัก ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืนเท่านั้น คุณควรต้องระลึกถึงเสมอว่าเป้าหมาย และกลยุทธ์ในการทำธุรกิจของคุณ ได้เดินไปในทิศทางที่คุณต้องการหรือไม่ซึ่งควรจะทำเป็นลำดับขั้นตอน

ที่มา : Thaiaseanhomeworkers.org

edit @ 11 Oct 2009 18:29:39 by RichKung

E-commerce คือ??

posted on 11 Oct 2009 08:28 by richkung

   พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซคือ  การค้าขายผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เนต  อินเตอร์เนตจะเปลี่ยนวิถีทางการดำรงชีวิตของทุกคน  อินเตอร์เนต จะเปลี่ยนวิธีการศึกษาหาความรู้ อินเตอร์เนตจะเปลี่ยนวิธีการทำมาค้าขาย อินเตอร์เนตจะเปลี่ยนวิธีการหาความสุขสนุกสนาน  อินเตอร์เนตจะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง และทุกสิ่งทุกอย่างจะรวมกันเข้ามาหาอินเตอร์เนต 
   กล่าวกันว่าในปัจจุบันนี้ถ้าบริษัทห้างร้านใดไม่มีหน้าโฮมเพจในอินเตอร์เนตบริษัทห้างร้านนั้นก็ไม่มีตัวตน นั่นคือไม่มีใครรู้จัก เมื่อไม่มีใครรู้จักก็ไม่มีใครทำมาค้าขายด้วย แล้วถ้าไม่มีใครทำมาค้าขายด้วยก็อยู่ไม่ได้ต้องล้มหายตายจากไป 
   ว่ากันว่าอินเตอร์เนตคือแหล่งข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลข่าวสารอย่างหนึ่งก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับราคาสินค้า ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ และข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขายผู้ผลิต  ซึ่งในปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกในการที่จะซื้อสินค้ากันมากขึ้น เช่นการเข้าไปเลือกซื้อจากในเว็บไซต์ มีการเข้าไปเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนที่จะซื้อ  หากจะกล่าวว่า “ข่าวสาร” คืออำนาจ ในปัจจุบันนี้ผู้บริโภคก็ได้รับการติดอาวุธอย่างใหม่ที่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองกับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายสินค้าได้ผลดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาและพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
   ในการทำอีคอมเมิร์ซนั้นไม่ใช่เพียงแค่เป็นเว็บเพจหรือช่องทางการจำหน่ายสินค้า แต่อีคอมเมิร์ซยังมีความหมายรวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับผู้บริโภค และผู้ค้าส่ง สำนักวิจัยไอดีซี (IDC) ได้ประมาณรายได้ของการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B-to-B) ว่าเพิ่มขึ้นจาก 80 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3,200 พันล้านบาทในปี พ.ศ. 2542 เป็น 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 40 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2546 
   ปล.สำเร็จคนที่สนใจธุรกิจ e-commerce ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ผมได้ หรือ ถ้าสนใจจริงๆ ก็สามารถซื้อหนังสือด้าน e-commerce ก็มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป

ที่มา bcoms.net
 

ผมพิจารณาอยู่นานว่าจะเขียนบทความนี้ดีหรือเปล่า เพราะมีความเป็นไปได้ว่าอาจถูกเครือข่ายผู้ทำธุรกิจ GDI หรือ Global Domains International รังเกียจเอาได้ แต่คิดว่าจะขอวิเคราะห์อย่างเป็นกลางตามข้อมูลจริงที่ได้เห็น

ช่วงที่ผ่านมา ผมได้รับ e-mail เชิญชวนให้เข้าร่วมธุรกิจ GDI บ่อยมาก ครั้งแรกที่ได้เข้าไปอ่านข้อมูลของธุรกิจนี้รวมถึงดูวิดีโอคลิป ก็รู้สึกตื่นเต้นและอยากเข้าร่วมธุรกิจในทันที ผมตัดสินใจกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อจะดูข้อมูลของธุรกิจให้ลึกมากขึ้น แต่ยังไม่ตัดสินใจสมัครใช้บริการในทันที

ธุรกิจ GDI ขายโดเมนเนม .ws พร้อมกับบริการทำเว็บไซต์อย่างง่ายๆ ที่คุณทำเองได้เหมือนใช้ Microsoft Word โดยคิดค่าบริการเดือนละ $10 หรือปีละ $120

ค่าบริการ $10 ทาง GDI จะดึงไว้ $5 เป็นค่าสินค้า ส่วนอีก $5 เป็นค่าการตลาดที่จ่ายให้กับผู้ที่ทำการตลาดให้กับ GDI คุณจะได้รับค่าการตลาดนี้ก็ต่อเมื่อคุณสามารถเชิญชวนคนอื่นเข้ามาใช้บริการ GDI โดยคุณจะได้ค่าแนะนำ $1 ต่อหนึ่งคนที่หาเข้ามา นี่เป็นรายได้ในทางกว้าง ส่วนรายได้อีกทางคือทางลึก ถ้าคนที่คุณแนะนำเข้ามาสามารถไปชวนคนเพิ่มเข้ามาได้ เขาจะได้ $1 และคุณก็จะได้ $1 เช่นกัน ลงทางลึกได้ 5 ระดับ ถ้าเป็นชั้นที่ 6 คุณก็จะไม่ได้แล้ว

สรุปง่ายๆ ว่าถ้าคุณสมัครใช้บริการและจ่าย $10 ต่อเดือน ค่าการตลาด $5 จะถูกจ่ายให้กับอัพไลน์ที่ใกล้ตัวคุณ 5 ระดับชั้น รับไปคนละ $1 นั่นเอง

key success factor ของธุรกิจนี้ก็คือคุณจะต้องหาดาวน์ไลน์ให้ได้อย่างน้อย 10 คนภายในหนึ่งเดือน เพื่อที่คุณจะมีรายได้เข้ามาเท่ากับรายจ่าย $10 ที่ต้องจ่ายให้ GDI ถ้าเกิดคุณหาได้เพียงหนึ่งหรือสองคน มีโอกาสสูงครับที่คุณจะเลิกทำในเดือนที่สองหรือสาม

ในขณะเดียวกัน การมีดาวน์ไลน์ 10 คนนั้นยังไม่พอ คุณจะต้องช่วยให้ดาวน์ไลน์แต่ละคนสามารถหา 10 คนต่อไปได้ด้วย เพราะถ้าเขาหาไม่ได้ ผลมันก็จะสะท้อนกลับมาที่ตัวคุณได้เหมือนกัน

หลักการของธุรกิจ GDI ก็เหมือนกับธุรกิจเครือข่ายหรือ MLM ทั่วไป ซึ่งคนที่อยู่ในธุรกิจเครือข่ายก็จะบอกว่าแนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่ดี เพราะคุณจะต้องช่วยเหลือคนอื่นให้ประสบความสำเร็จ คุณถึงจะสำเร็จไปด้วย ขณะที่คนที่ไม่เคยเข้ามาในธุรกิจนี้ แต่เคยฟังๆ มา หรือเคยถูกเพื่อนตื๊อมาก่อน ก็อาจจะมีทัศนคติเชิงลบที่มองว่าเป็นธุรกิจกินแรงคนอื่น หรืออะไรก็ตาม

ผมจะไม่คอมเมนต์เรื่องแนวคิดการตลาดแบบนี้นะครับ รู้แต่ว่ายอดธุรกิจที่เกิดจากการตลาดเครือข่ายมีการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ผมอยากเขียนถึงก็คือสินค้าของ GDI มีราคาแพงเมื่อเทียบกับสินค้าอื่นที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกัน แถมยังมีความสามารถที่ด้อยกว่าอีกด้วย

อย่างที่เกริ่นไปในตอนแรกก็คือสินค้าของ GDI ประกอบด้วยโดเมนเนม .ws และบริการเว็บไซต์กึ่งสำเร็จรูปที่คุณทำได้เอง

ถ้าเราลองเทียบกับโดเมนเนม .com ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วโลก มีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนอยู่ที่ปีละประมาณ $10

ส่วนบริการเว็บไซต์กึ่งสำเร็จรูป ทุกวันนี้มีให้ใช้ฟรีแล้ว นั่นก็คือ Google Page Creator ซึ่งถ้าคุณใช้ Google Apps ก็สามารถสร้างเว็บแบบง่ายๆ ขึ้นมาภายใต้ชื่อโดเมนเนมของคุณได้ฟรีๆ

แปลว่า .com + Google Apps จะมีค่าใช้จ่ายปีละ $10 เทียบกับบริการของ GDI ที่มีค่าใช้จ่ายปีละ $120 ต่างกันถึง 12 เท่า!

เท่าที่ผมทราบมาจากการดูวิดีโอของ GDI บริการของ GDI ไม่สามารถทำเว็บไซต์แบบที่มีการติดต่อกับฐานข้อมูลได้ และให้พื้นที่ในการทำเว็บเพียง 10 หน้าเท่านั้น

ถ้าหากคุณไปเช่า web hosting ของต่างประเทศ เอาแบบที่ราคาถูกหน่อย ราคาเดือนละ $3.59 หรือปีละ $43 ก็สามารถติดต่อกับฐานข้อมูลได้ แถมยังให้พื้นที่มากถึง 5 GB

.com + web hosting ในราคาปีละ $53 ก็ยังถูกกว่า GDI มากกว่าเท่าตัว แถมยังมีความสามารถที่สูงกว่าอีกด้วย

นอกจากนี้ สินค้าของ GDI ยังเป็นสินค้าที่ไม่สามารถทำให้ผู้ใช้เกิด loyalty และต้องการซื้อซ้ำได้ ลองนึกดูว่าถ้าคุณไม่สามารถหาดาวน์ไลน์ได้ คุณก็คงไม่จำเป็นต้องใช้บริการของ GDI เลย เพราะคุณมีทางเลือกอื่นในราคาที่ถูกกว่า

บางคนแย้งว่า GDI มีลูกค้าอย่าง Google ด้วยนะ และยังเป็นลูกค้าที่ยั่งยืนของ GDI ด้วย คำตอบก็คือใช่ครับ เพราะเจ้าของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกก็ต้องจดโดเมนให้ครอบคลุมทุกนามสกุลเข้าไว้ นอกจากจะมี google.ws แล้ว ยังมี google.tv, google.info, google.to, google.am และอื่นๆ อีกมากมาย ในอนาคตอาจจะมี google.xxx ด้วยซ้ำ

คนธรรมดาอย่างเราคงไม่มีทางหาดาวน์ไลน์แบบ Google ได้หรอกครับ

ใครที่กำลังจะเข้าสู่ธุรกิจ GDI ก็ลองคิดดูดีๆ นะครับ เพราะมูลค่าของบริการที่คุณได้รับกลับมามันเทียบกับจำนวนเงินที่คุณจ่ายไปไม่ได้ ซึ่งอาจจะทำให้ธุรกิจนี้กลายเป็นการกินหัวคิวไป

 ช่วยๆกันออกความคิดเห็นนะครับ